อัปเดตล่าสุด: 15 สิงหาคม 2569
ข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง: ข้อกำหนด 7.2 (Competence) เชื่อมโยงกับข้อกำหนด 7.3 (Awareness)
ISO 9001:2026 ข้อกำหนด 7.2 ขยายข้อกำหนดความสามารถบุคลากรให้ชัดเจนขึ้นเรื่องวิธีกำหนด ยืนยัน และประเมินความสามารถ พร้อมเชื่อมโยงกับความตระหนักรู้เรื่องวัฒนธรรมคุณภาพและจริยธรรม องค์กรต้องปรับปรุงกระบวนการฝึกอบรมและจัดทำหลักฐานความสามารถให้ครบถ้วนมากขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในข้อกำหนด 7.2 และ 7.3
ข้อกำหนด 7.2 และ 7.3 ขยายข้อกำหนดให้ครอบคลุมมากกว่าความรู้เชิงเทคนิคของกระบวนการ โดยพนักงานต้องเข้าใจไม่เพียงแค่ขั้นตอนการทำงาน แต่ยังต้องตระหนักถึงวัฒนธรรมคุณภาพและจริยธรรมที่แสดงออกในการตัดสินใจประจำวัน (เชื่อมโยงกับข้อกำหนด 5.1) ซึ่งมีนัยต่อโปรแกรมปฐมนิเทศพนักงานใหม่และการสื่อสารต่อเนื่อง
เจตนารมณ์ของข้อกำหนด 7.2
เจตนารมณ์ของข้อกำหนด 7.2 คือการระบุ “ความสามารถที่จำเป็น” สำหรับตำแหน่งงานหรือกิจกรรมที่ส่งผลต่อความสอดคล้องของสินค้า/บริการ หรือความพึงพอใจของลูกค้า แล้วมั่นใจว่าผู้ที่ทำงานนั้น (ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงานประจำ พนักงานชั่วคราว ผู้รับเหมาช่วง หรือบุคคลภายนอกที่ทำงานให้) มีความสามารถเพียงพอ
ความสามารถวัดจากอะไรบ้าง
ความสามารถของบุคคลพิจารณาจาก 3 ด้านหลัก คือ การศึกษา การฝึกอบรม และประสบการณ์ทำงาน ผู้ที่แสดงให้เห็นว่ามีความสามารถครบถ้วนบางครั้งเรียกว่า “มีคุณสมบัติ (Qualified)” องค์กรควรกำหนดข้อกำหนดความสามารถแยกตามตำแหน่งงานหรือกิจกรรม เพราะบางงานต้องมีระดับความสามารถเฉพาะก่อนจะปฏิบัติได้อย่างถูกต้องหรือปลอดภัย เช่น การตรวจติดตามภายในของ QMS งานเชื่อม หรืองานตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (NDT) บางงานอาจต้องมีใบรับรองคุณสมบัติเฉพาะ เช่น ใบขับขี่รถโฟล์คลิฟท์หรือรถบรรทุก หรือใบอนุญาตสำรวจ วิธีกำหนดความสามารถทำได้หลายแบบ เช่น เขียนใบพรรณนางาน (Job Description) หรือทำการประเมินค่างาน (Job Evaluation)
วิธียืนยันว่าบุคคลมีความสามารถจริง
องค์กรควรยืนยันความสามารถโดยตรวจสอบว่าบุคคลนั้นมีการศึกษา การฝึกอบรม หรือประสบการณ์ที่เหมาะสมหรือไม่ ทำได้หลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์งาน การตรวจสอบ Resume การสังเกตการทำงานจริง หรือการดูเอกสารการฝึกอบรม/ประกาศนียบัตร
เมื่อพนักงานยังขาดความสามารถที่กำหนด ต้องทำอย่างไร
หากพบว่าพนักงานคนใดยังไม่มี หรือไม่มีความสามารถตามที่กำหนดอีกต่อไป องค์กรต้องดำเนินการแก้ไข เช่น จัดพี่เลี้ยง (Mentoring) ให้การฝึกอบรมเพิ่มเติม ปรับกระบวนการทำงานให้ง่ายขึ้นเพื่อให้ปฏิบัติได้สำเร็จ หรือย้ายไปตำแหน่งอื่นที่เหมาะสมกว่า จากนั้นต้องประเมินประสิทธิผลของการดำเนินการนั้นด้วย เช่น สอบถามผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมว่ารู้สึกว่าตนเองมีความสามารถเพียงพอหรือยัง หรือประเมินผ่านการสังเกตการทำงานจริงและผลลัพธ์ของงาน/โครงการที่รับผิดชอบ
กรณีบุคคลจากผู้ให้บริการภายนอก
เมื่อผู้ปฏิบัติงานภายใต้การควบคุมขององค์กรมาจากผู้ให้บริการภายนอก อาจต้องมีการควบคุมและติดตามเพิ่มเติม เช่น การตรวจประเมินกระบวนการที่จ้างภายนอก การตรวจสอบสินค้า/บริการ หรือการระบุข้อกำหนดความสามารถไว้ในสัญญาหรือข้อตกลงระดับบริการ (SLA) องค์กรเป็นผู้รับผิดชอบตัดสินใจว่าจะดำเนินการแบบใด ขึ้นอยู่กับว่าความสามารถนั้นสำคัญต่อความสอดคล้องของผลลัพธ์มากน้อยเพียงใด
เอกสารหลักฐานที่ควรเก็บไว้
องค์กรควรเก็บหลักฐานความสามารถของพนักงานไว้ เช่น ประกาศนียบัตร ใบอนุญาต Resume บันทึกการผ่านการฝึกอบรม และผลการประเมินผลการปฏิบัติงาน ทั้งนี้วุฒิการศึกษาที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ (เช่น ปริญญาจากมหาวิทยาลัย) สามารถใช้แสดงว่าบุคคลนั้นมีความรู้บางส่วนหรือทั้งหมดที่จำเป็นต่อการทำงาน แต่ไม่ได้รับประกันว่าจะสามารถนำความรู้นั้นไปประยุกต์ใช้จริงได้เสมอไป ส่วนการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ (เช่น หลักสูตรพยาบาล หรือการฝึกงานช่างเครื่องยนต์) มักรวมการฝึกภาคปฏิบัติเข้าไปด้วย ซึ่งช่วยยืนยันความสามารถในการประยุกต์ใช้ได้ชัดเจนกว่า
ตัวอย่างการนำไปใช้จริง
คลังสินค้าแห่งหนึ่งใช้รถโฟล์คลิฟท์และรถขนส่งขนาดใหญ่ในการเคลื่อนย้ายสินค้า พนักงานที่ขับรถขนส่งขนาดใหญ่ต้องมีใบขับขี่ที่ยังไม่หมดอายุและผ่านการฝึกอบรมภายในองค์กร ส่วนพนักงานขับรถโฟล์คลิฟท์ต้องผ่านการฝึกอบรมและมีการควบคุมดูแลจนกว่าจะมีความสามารถเพียงพอ นอกจากนี้ยังต้องมีการฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้พนักงานเข้าใจวิธีจัดการสินค้าบางประเภทที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หัวหน้าคลังสินค้าสามารถเก็บรายละเอียดใบขับขี่ หลักสูตรฝึกอบรมที่ผ่านมา และผลการประเมินผลการปฏิบัติงานตามรอบเวลาไว้เป็นหลักฐานแสดงความสามารถได้
เอกสารที่ต้องเพิ่ม/แก้ไข (Procedure)
Procedure การฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร — ปรับปรุงให้ระบุวิธีกำหนด ยืนยัน และประเมินความสามารถตามที่ข้อกำหนด 7.2 คาดหวัง พร้อมเพิ่มหัวข้อความตระหนักรู้เรื่องวัฒนธรรมคุณภาพและจริยธรรม
บันทึกที่ต้องมีเพิ่ม (Record/Form)
บันทึกหลักฐานความสามารถบุคลากร — ประกาศนียบัตร ใบอนุญาต Resume บันทึกการฝึกอบรม และผลประเมินการปฏิบัติงาน ตามที่ข้อกำหนด 7.2 กำหนด
รายละเอียดเพิ่มเติมในข้อกำหนด 7.1 และ 7.5
นอกจาก 7.2 และ 7.3 แล้ว ยังมีการปรับปรุงเล็กน้อยที่ควรทราบ: ข้อกำหนด 7.1.3 (โครงสร้างพื้นฐาน) เพิ่มข้อความให้ครอบคลุมการทำงานทุกรูปแบบ ทั้งทำงานที่ออฟฟิศ ทำงานทางไกล หรือแบบผสมผสาน (Remote/Hybrid Work) ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานหลังปี 2563 ข้อกำหนด 7.1.4 (สภาพแวดล้อมการดำเนินงาน) เพิ่มข้อความในหมายเหตุว่าปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมอาจได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมคุณภาพและจริยธรรมขององค์กรด้วย และ ข้อกำหนด 7.5 (เอกสารสารสนเทศ) เปลี่ยนถ้อยคำจาก “เก็บรักษา (retained)” เป็น “พร้อมใช้งานเป็นหลักฐาน (available as evidence)” ทั่วทั้งมาตรฐาน ซึ่งเป็นการเปลี่ยนคำศัพท์มากกว่าการเพิ่มข้อกำหนดใหม่
ดูข้อกำหนด 7.1.6 ความรู้องค์กร (Organizational Knowledge) → | ดูสรุปทุกข้อกำหนดที่เปลี่ยนแปลงใน ISO 9001:2026 →
คำถามที่พบบ่อย
ต้องประเมินความสามารถบุคลากรบ่อยแค่ไหน?
มาตรฐานไม่ได้กำหนดความถี่ตายตัว แต่แนะนำให้ประเมินเมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งงาน เมื่อมีเทคโนโลยีหรือกระบวนการใหม่ที่กระทบวิธีทำงาน หรืออย่างน้อยปีละครั้งพร้อมการประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปี เพื่อให้มีหลักฐานต่อเนื่องว่าองค์กรติดตามความสามารถของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ
วุฒิการศึกษาเพียงพอที่จะแสดงความสามารถหรือไม่?
ไม่เสมอไป วุฒิการศึกษาแสดงว่าบุคคลมีความรู้พื้นฐานที่จำเป็น แต่ไม่ได้รับประกันว่าสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในงานจริงได้ องค์กรควรใช้วิธีอื่นประกอบ เช่น การสังเกตงานจริงหรือการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ เพื่อยืนยันว่าความสามารถนั้นถูกนำไปใช้ได้จริง
ผู้รับเหมาช่วงต้องผ่านการประเมินความสามารถเหมือนพนักงานประจำหรือไม่?
ต้องมีการควบคุมเช่นกัน แต่รูปแบบอาจต่างไป เช่น ระบุข้อกำหนดความสามารถไว้ในสัญญา ตรวจสอบผ่านการ Audit ผู้ให้บริการภายนอก หรือตรวจสอบผลงานที่ส่งมอบแทนการสัมภาษณ์โดยตรง องค์กรเป็นผู้ตัดสินใจว่าวิธีใดเหมาะสมตามความเสี่ยงของงานนั้น
